2005/Oct/02

งืมๆ ไม่มีไรอัพเลยอ่า เราพึ่งสอบเสร็จทุกอย่างเป็ฯไปด้วยดีที่เหลือ

ก็แค่รอ วันๆว่างๆเบื่ออ่าใครไม่มีไรก็เข้ามาคุยกันก็ได้นะ

2005/Sep/18

มาปรึกษา หรือคุยกันได้นะฮะ ^w^

takeno_kyoichi@Hotmail.com

ไปล้า~~


edit @ 2005/09/18 18:24:48

2005/Aug/28

THRUSH อูเทน่า ทรัช ฝ่าวิบัติผจญภัยข้ามโลก ตอน ที่ 1 จุดกำเนิดของสายลม

ภายใต้ผืนฟ้าที่แสนกว้างใหญ่สายลมที่เงียบสงบกำลังพัดพาใจของใครบางคนล่องลอยไปซะไกล.....

เสียงของชายแก่ กำลังอ่านตำราด้วยเสียงที่คล้ายเสียงสวดมนต์ ดังออกมาจากห้องซ้ายด้านบนของปราสาทสีขาว

ขนาดใหญ่เด็กหนุ่มหน้าตาดีผมยาวสีดำขลับในชุดผ้าคลุมสีขาวกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้สีขาวบริสุทธ์ หนุ่มน้อยนั้ง

เท้าคางบนโต๊ะเรียนที่ปูด้วยผ้าเนื้อสีน้ำเงินลวดลายสดใส

แม้ภายในห้องจะมีเครื่องเรือนสวยงามมากมายทั้งเครื่องประดับประกายงามแวววาว หรือ อัญมณีสวยงามมากมาย

ก็ไม่อาจทำให้หนุ่มน้อยสนใจได้ เขากำลงนั้งมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง

อย่างใจลอยท้องฟ้าสีฟ้าอ่อนๆ กับก้อนเมฆสีขาวที่กระจัดการะจายเต็มทั่วแผ่นฟ้า กำลังเคลื่อนไหวไปมาอย่าง

เงียบสงบ

นี่ถ้าฉันลอยได้แบบเมฆก็ดีสิน่ะ~ ลอยตามสายลมไปเรื่อยๆไปเที่ยวไหนต่อไหนให้สบายใจ ไม่ต้อง

มานั้งทนเรียนหนังสือท่องตำราอยู่แบบนี้ หนุ่มน้อยพูดออกมาเบาๆเหมือนจะให้สายลมได้ยินแต่แล้วก็มีเสียงๆ

หนึ่งเข้ามาขัดความเพ้อฝันของหนุ่มน้อย

ท่านทรัช ท่านทรัช ท่านทรัช!! ตั้งใจฟังที่ ข้าสอนหน่อยสิครับท่าน

หนุ่มน้อยสะดุ้งตัวขึ้นหลุดออกจากความเพ้อฝันด้วยความตกใจ หันหน้าไปมองตาแก่ผู้เป็นต้นเสียงทำแก้มตุ่ยๆ

แล้วคิดในใจ-ถ้าฉันเป็นสายลมละก็คงไม่ต้องมานั้งฟังตาแก่หนังยานบ่นแบบนี้แทบทุกวัน เฮ้อ ~ น่าเบื่อ

ท่านทรัช!ช่วยดูเปิดหนังสือหน่อยสิครับท่าน ท่านไม่เปิดหนังสือดูตามที่ข้าสอนแล้วจะเรียนรู้เรื่องได้ยังไง!?

เสียงของตาแก่บ่นสร้างความรำคาญใจให้แก่เด็กน้อยจนทนไม่ไหว

โครโน่ ข้าเบื่อ ได้ยินไหมข้าเบื่อๆๆๆๆ ข้าไม่อยากเรียนแล้ว

โครโน่มองตากับหนุ่มน้อยด้วยแววตาเคร้าใจปนความสงสารพร้อมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเห็นใจ

ท่านทรัช หลายครั้งที่ข้าสังเกตเห็นสายตาของท่านจับจ้องขึ้นไปยังท้องฟ้าแล้วเหม่อลอยอย่างมีความสุข

แต่ข้าอยากรู้ว่าสายตาของท่านเคยเหลียวแลมายังพื้นดินด้านล่างบ้างรึเปล่า ?

โครโน่พูดแทงใจดำของทรัชเข้าอย่างจังทำให้ทรัชถึงกับทำหน้าสลด

ท่านลองมองไปรอบๆตัวของท่านดูสิ ตั้งแต่ปราสาทหลังนี้ไปจนถึงสุด

ขอบกำแพงของปราสาททั้งหมด บ้านเรือนทั้งหลายหรือแม้แต่ต้นไม้ไร่สวนหรือท้องนาที่กว้างไกลจนอยู่สุด

สายตา ไม่วันใดก็วันหนึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านมองได้จากตรงนี้จะต้องกลายมาเป็นภาระหน้าที่ของท่าน

ทรัชก้มหน้าลงด้วยความรำคาญต่อเสียงบ่น ซึ่งเขาแทบจะสามารถท่องจำคำพูดทุกพยางค์ของโครโน่ได้แล้ว

เพราะโครโน่บ่นกับเขาแบบนี้เป็นประจำแทบทุกวันแต่วันนี้โครโน่เริ่มพูดในสิ่งที่ไม่เคยพูดเหมือนกับเขารู้บาง

สิ่งบางอย่างที่ควรจะเก็บเป็นความลับ

ท่านฮาฟเฮเว่นรุ่นที่สาม หรือท่านพ่อของท่านอยากให้ท่านเรียนรู้วิชาการปกครองต่างๆจากข้าให้เร็วที่สุด

หนุ่มน้อยสวนกลับด้วยความสงสัย ให้เร็วที่สุด?ทำไมข้าต้องรีบเรียนให้เร็วที่สุดด้วยหละโครโน่

ตาแก่หน้าซีดเผือกเพราะเผลอพลั้งปากพูดในสิ่งที่พูดไม่ได้ออกไปพร้อมแก้ตัวด้วยน้ำเสียงสั่นคลอน

เปล่า เปล่า ข้าพูดไปด้วยอารมณ์ ข้าแค่อยากจะสอนท่านให้จบเร็วๆหนุ่มน้อยจ้อง

หน้าโครโน่พร้อมกับหาโอกาสเถียงกลับ

เรียน เรียน เอะอะอะไรก็เรียน ข้าอยากเรียนจะตายชัก ทรัชพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

ข้าอยากเรียนแต่ไม่ใช่จากตำราของท่านทริชพูดต่อด้วยอาการที่อดกลั้นมานาน

"ข้าอยากเรียนรู้ด้วยตัวของข้าเองเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง ข้าอยากออกเดินทาง

ข้าอยากออกผจญภัยในโลกกว้าง

ตาแก่เองก็พยายามพูดอย่างมีเหตุผลเพื่อหยุดความเอาแต่ใจของเด็กน้อย

ข้ารู้ ข้ารู้ ท่านพูดมาก็มีเหตุผลประสบการณ์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับท่าน ฮาฟเฮเว่นทุกยุคทุกสมัยล้วนก็มีวิชาในการปกครองการ

สงคราม หรือแม้แต่วิชาเวทมนต์ต่างๆซึ่งมาจากประสพการณ์การผจญภัยหรือการค้นพบของตัวพวกท่านเอง แต่

มันก็ยังไม่ถึงเวลาของว่าที่รุ่นที่สี่อย่างท่าน

เวลาของข้าทรัชพูดออกมาอย่างสงสัย แล้วเมื่อไหร่กันหล่ะที่จะถึงเวลาของข้า


เมื่อถึงเวลาของท่านสายลมจะเรียกหาท่านเอง ข้ารับรองได้

โครโน่พูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ และ มันก็ทำให้ทรัชเชื่อถือได้อย่างน่าประหลาดใจ

ทรัชเชื่อว่าโครโน่จะไม่โกหกเขาอย่างไม่มีเหตุผลใดๆทั้งสิ้น

เอาละนอกเรื่องมามากแล้วท่านทรัชเรามาเริ่มเรียนกันต่อดีกว่าน่ะครับท่านทรัช

โครโน่หวังว่า ทรัชจะตั้งใจเรียนเพื่อตัวเองซะมั่งแต่แล้ว

เขาก็คงคิดผิดไปจริงๆ



อย่ามาหลับเวลาลาที่ข้าสอนสิท่าน~!

โธ๋ ! อย่าวาดภาพลงไปในหนังสือเรียนสิครับท่าน

ท่านทรัช อย่าเอาขนมขึ้นมาทานเวลาเรียนสิครับท่าน

ท่านทรัช ท่านทรัช !! ตั้งใจฟังที่ข้าสอนหน่อยสิครับท่าน

โอ๊ย ! ตามใจท่านเถอะจะทำอะไรก็ทำไปข้าไม่รู้จะบ่นยังไงดีแล้ว !!



โครโน่เริ่มทนไม่ไหวต่อการแสดงออกของทรัช ซึ่งเริ่มจะเกินเลยมากขึ้นทุกวี่ทุกวัน "วันนี้ข้าไม่สอนแล้วพอแค่นี้ก่อนแล้วกัน"

มันน่าจะเป็นเสียงสวรรค์สำหรับเขาแต่ตอนนี้เขากำลังนั้งนิ่งครุ่นคิดในคำพูของโครโน่ที่ว่า

"เมื่อถึงเวลาสายลมจะเรียกหาท่านเอง"อย่างเอาจริงเอาจัง

- คนอย่างข้าจะมีวันไหนที่สายลมจะเรียกน่ะ เฮ้อ ......-

โครโน่ปล่อยให้ทรัชนั้งเหม่อลอยแต่ผู้เดียวแล้วตนเองก็เดินจากไป

จะมีใครรู้ไหมว่า สายลมที่เงียบเหงาของทรัชจะเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่...........................

ถึงแม้โครโน่จะเลิกสอนหนังสือแล้วแต่หนุ่มน้อยก็ยังคงนั่งอยู่ภายในห้องเรียนเขากำลังนั่งอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง

ด้วยความตั้งใจซึ่งมันก็คือ Neo Testament Just Book หนังสือเล่มนี้มันเป็นของขวัญครบรอบวันเกิดอายุ 5 ขวบ

ซึ่งฮาฟเฮเว่นรุ่นที่ 2 อูเทน่า ทรายทรอย หรือก็คือท่านปู่ของเขาเป็นผู้มอบให้นั่นเอง ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน

ท่านปู่ของเขาก็เสียชีวิตลง มันจึงเป็นเสมือนของแทนตัวของท่านปู่ของเขามันเป็นหนังสือที่สร้างขึ้นมาจากพลังมนตรา

ที่แข็งกล้าของฮาฟเฮเว่นรุ่นที่ 2 ที่เคยได้ชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลกมนตราในยุคสมัยหนึ่งซึ่งหวังที่จะให้ทรัชหลานชาย

ของตนได้อ่านและศึกษาจากมันเพื่อที่จะได้กลายเป็นผู้รอบรู้และผู้เเข็งแกร่งพอที่จะปกครองผู้คนในอนาคตภายหน้า

ได้อย่างง่ายดายNeo Testament Just Book เล่มนี้เต็มไปด้วยผนึกเวทย์มนต์ คาถา ประวัติศาสตร์ การสงคราม

และความรู้ต่างๆมากมายเกินกว่าคนธรรมดาจะเรียนรู้ได้หมด ที่สำคัญคือ ถ้าไม่ใช่ฮาฟที่มีพลังแข็งแกร่ง

ก็จะไม่สามารถอ่านมันได้ เพราะจะเห็นเป็นเพียงกระดาษเปล่าๆเท่านั้น ถึงแม้ตอนนี้เขาจะอายุ 17 ปี

แล้วก็แต่เขาก็ยังอ่านมันไม่ถึงครึ่งเล่มด้วยซ้ำไป เพราะพลังมนตร์และอายุของเขายังไม่ถึงระดับที่ทรายทรอย

จะอนุญาติให้อ่านได้เมื่อใดที่ถึงเวลาเขาจะค่อยๆอ่านได้ทีละนิดทีละน้อยเอง หนุ่มน้อยอ่าน

Neo Testament Just Book ด้วยความสบายใจ เพราะเมื่อใดที่เขาเป็นทุกข์หรืออารมณ์เสียซึ่งตัวเขาเอง

ก็ยังไม่รู้เหตุผลว่าทำไมเมื่อเขาได้อ่านมันเขาก็จะอารมณ์ดีขึ้น


ก๊อกๆๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นมาเรียกร้องความสนใจของเด็กน้อยแต่มันหาได้ทำให้เด็กน้อยเบี่ยงเบนความสนใจจากหนังสือไม่

เขายังคงอ่านหนังสือต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ก๊อกๆๆ" ทรัช แม่เข้าไปได้ไหมลูก"

เมื่อได้ยินเสียงของสตรีผู้เป็นแม่ทรัชก็เบี่ยงเบนความสนใจจากหนังสือทันที

"เข้ามาเถอะครับท่านแม่ลูกกำลังอ่านหนังสืออยู่" ทรัชตอบกลับเจ้าของเสียงใสๆหน้าประตู

ประตูถูกเปิดออกอย่างนุ่มนวล พร้อมด้วยผู้หญิงคนหนึ่งในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินของหนอนไหมเฟราเร่และผ้าคลุมสีแดง

ที่ทำมาจากขนนกไฟฟินิกซ์เดินเข้ามาอย่างสงบเสงี่ยมถึงแม้เอวาลูน่าจะมีอายุย่างเข้าวัย 40 แล้วก็ตามน้ำเสียงของเธอก็ยัง

ดูอ่อนวัยและสดใสมาก ซึ่งนั้นก็เป็นผลพวงมาจากพลังมนตราและสายเลือดของฮาฟนั้นเอง ด้วยเหตุนี้ทำให้เธอเป็นที่ชื่นชอบ

ของบุคคลทั่วไป " ทานอาหารรึยังจ๊ะลูกรัก " เวลาลูน่าพูดพร้อมกับเดินเข้าไปโอบกอดลูกชายที่นังอ่านหนังสืออยู่จากทางด้านหลัง

"ยังเลยครับท่านแม่" ทรัชพูดออกมาในขณะที่สัมผัสความอบอุ่นของเอวาลูน่าอย่างมีความสุข

"งั้นเดี๊ยวแม่จะให้แม่ครัวจัดห้องอาหารไว้รอน่ะลูกอ่านหนังสือจบแล้วรีบไปทานกับแม่น่ะวันนี้แม่เสร็จงานแล้วจะได้ทานพร้อมๆกัน"

เมื่อเอวาลูน่าพูดจบก็หันหลังและกำลังเดินออกไปจากห้องเรียน

"ท่านแม่ครับ" ทรัชรีบพูดก่อนที่เอวาลูน่าจะเดินจากไป

"อะไรหรือจ๊ะ" แม่ผู้แสนดีหันมาถามลูกรัก

"คือว่าเดี๊ยวผมเก็บหนังสือแล้วเรารีบไปทานกันเลยดีกว่า ท่านแม่จะได้ไม่ต้องเสียเวลารอผม" ทรัชพูดออกมาอย่างเป็นห่วงผู้เป็นแม่

"จ๊ะ งั้นเดี๋ยวแม่ไปสั่งอาหารก่อนนะจ๊ะ" เมื่อสิ้นเสียงแล้วเอวาลูน่าก็เดินจากไป

ที่ทรัชอยากจะทานอาหารกับแม่เขานั้นก็เป็นเพราะว่าเขาไม่ได้ทานข้าวพร้อมกับท่านพ่อหรือท่านแม่มานานเกือบครึ่งปีแล้ว

เขาจึงอยากจะรักษาน้ำใจของแม่นั้นก็เป็นเพราะตั้งแต่ที่พ่อของเขาได้รับตำแหน่งฮาฟเฮเว่นแล้วพ่อและแม่ของเขาจะต้อง

ทำงานบริหารบ้านเมืองอยู่ตลอดเวลาจนแทบไม่มีเวลาว่างให้กับเขาเลย

หนุ่มน้อยรีบเอาหนังสือไปเก็บยังห้องนอนของเขาที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับห้องเรียนหนังสือ หลังจากนั้นจึงรีบวิ่งลงบันไดมาหนึ่งชั้น

เข้าสู่ห้องอาหาร ภายในห้องดูกว้างขวางมากมากพอๆกับห้องเรียนของเขาเลยทีเดียว ที่ฝาผนังถูกตกแต่งด้วยโคมไฟลวดลายรูป

ดวงอาทิตย์สี่แฉก ซึ่งเป็นสัญลักษ์ของเมือง และยังแขวนภาพวาดต่างๆไว้ตามกำแพงทุกภาพล้วนแต่เป็นภาพของจิตรกรชื่อดัง

จากอาณาจักรต่างๆ ภาพบางรูปในที่นี้ สำหรับคนบางคนมันมีค่ายิ่งกว่าชีวิตเลยทีเดียว บางภาพมีมูลค่ามากกว่าที่คนธรรมดาทั้ง

ชีวิตจะทำงานหาเงินได้ซะอีก

"ขอประทานอภัยค่ะ" เสียงของสาวเสิร์ฟกลุ่มหนึ่งยกอาหารมาเสริฟบนโต๊ะขนาดใหญ่ซึ่งสามารถนั้งทานกันได้มากกว่า 12 คน

ด้วยซ้ำไป แต่ตอนนี้บนโต๊ะมีเพียง อูเทน่า ทรัช และ อูเทน่า เอวาลูน่า เท่านั้น

อาหารมากมายถูกจัดเสริฟภายในเวลาอันน้อยนิดแต่มันก็ถูกจัดลงบนโต๊ะอย่างสวยงาม ทั้งแกงส้มปลาบูคูขนาดเท่าตัวคน

แกงไก่ฟ้าแม่นางกวัก กุ้งภูเขาไฟ กุ้งทะเลน้ำแข็งสเต็กเนื้อแคนโทรอส ผัดหางทะเล ไปจนถึง ข้าวเหนียวส้มตำอาหารนานาชนิด

เท่าที่แม่ครัวจะคิดเมนูได้ มันดูเยอะมาก เยอะเกินกว่าที่ คนสองคนจะทานได้หมด และแน่นอนมันก็ต้องเพียบพร้อมด้วย

สารอาหารครบทุกหมู่ และ วิตามินครับทุกชนิด

"เออ... คือว่าท่านแม่ครับแล้วเราจะทานกันหมดไหมเนี่ย" ทรัชมองดูอาหารแล้วรู้สึกว่ามันเยอะเกินกว่าที่เขาจะ

กินหมดได้ภายในเวลา1 สัปดาห์ ซะอีก

"ไม่ต้องทานให้หมดหรอกจ๊ะ ถ้าเหลือเดี๋ยวพวกแม่ครัวจะยกไปทานกันต่อเองหล่ะ อิอิ" เอวาลูน่าขำออกมาเพราะความไร้เดียงสาของทรัช

"เอาละทานเถอะจ๊ะ ไม่งั้นจะเย็นซะหมด""ครับท่านแม่"

"ท่านแม่ครับ ท่านพ่อไปไหนหรอครับผมไม่เห็นหน้าท่านตั้งแต่เช้าแล้ว ง่ำๆ" ทรัชพูดออกมาขณะที่เคี้ยวอาหารเต็มปาก

"อ๋อ ฮาฟเฮเว่นคนเก่งของพวกเรานำทีมฮาฟและกองกำลังนักเวทย์ชั้นสูงออกไปทำภารกิจตั้งแต่เมื่อคืนแล้วจ๊ะ"

"ภารกิจ!?" ทรัชทวนคำด้วยความสงสัย "มีภาระกิจอะไรหรือครับที่สำคัญขนาดทำให้ท่านพ่อต้องยกทีมออกไปเอง"

"เดี๋ยวทานเสร็จแล้วแม่จะเล่าให้ฟังจ๊ะ ค่อยๆทานสิ พูดไปทานไปไม่ดีน่ะจ๊ะ" เอวาลูน่ากล่าวเตือนทรัชด้วยความเป็นห่วง

ทั้งสองคนก้มหน้าก้มตาทานอาหารกันอย่างมีความสุขยิ่งเอวาลูน่าแกะเนื้อกุ้งให้กับทรัชแล้วยิ่งทำให้ทรัชมีความสุขมากขึ้นอีก

เวลาผ่านไปไม่นานนักทั้งคู่ก็ทานอาหารเสร็จและออกมาทั้งกันที่ระเบียงด้านนอกมองออกไปจากระเบียงนี้ก็จะเห็นต้นไม้ต่างๆมากมาย

ปลูกไว้ล้อมรอบสนามสี่เหลี่ยมด้านล่าง มันเป็นหนึ่งในสนามฝึกวิชาของคนในวัง

"ท่านแม่ครับไหนว่าจะบอกไงว่าท่านพ่อไปทำอะไร" ทรัชทำตาขี้อ่อนใส่เอวาลูน่าตอนนี้ทั้งคู่นั่งอยู่ข้างๆกันพลางทอดสายตา

มองต้นไม้และมองดูนกบินออกไปสู่ฟากฟ้า

"เอ่...จะว่ายังไงดีหละ ท่านพ่อถูกขอร้องจากท่านฮาฟบลู โปเนน ให้ช่วยเป็นหัวหน้าแกนนำที่เมืองโครยอนในการรบกับกองทัพพวกโธล"

"โธล ถ้าลูกจำไม่ผิดโธล สูญพันธุ์ไปจากโลกมนตราตั้งหลายพันปีมาแล้วนี่นา" หนุ่มน้อยถามอย่างสงสัย


"ใช่จ๊ะ มันน่าจะสูญพันธุ์ไปนานแล้ว ท่านพ่อบอกว่าโธลกลุ่มใหม่นี้เป็นพวกหลุดจากมิตินะจ๊ะ"

" จากโลกปีศาจน่ะหรอ!!? "หนุ่มน้อยตกใจกับเหตุการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อน

" น่าจะใช่จ๊ะ "เอวาลูน่าให้คำตอบกลับไปอย่างไม่มั่นใจ

"รบทำสงครามกับพวกโธรจากโลกปีศาจ โอโห้ แล้วท่านพ่อจะเป็นอะไรมั้ยเนี่ย" หนุ่มน้อยพูดออกมาอย่างตื่นเต้น

"เป็นห่วงพ่อหรอจ๊ะ แหม!ไม่มีอะไรหน้าเป็นห่วงหรอกจ๊ะ" เอวาลูน่าพูดด้วยความเชื่อมั่นเต็มร้อย

"งานนี้น่ะไม่ใช่แค่กองกำลังของท่านพ่อกลุ่มเดียวนี่นายังมีกองกำลังอื่นๆอีกน่ะ"

"กองกำลังอื่นหรอครับ"

"ใช่จ๊ะ" เอวาลูน่าเล่าอยากติดลม "งานครั้งนี้น่ะท่านพ่อขอความร่วมมือจากคิงฮาฟทั้งแปดด้วยจ๊ะ"

"ทั้งแปด" หนุ่มน้องทึ่งในความสามารถของพ่อตัวเอง "อ้อ!ลืมไปท่านพ่อเป็นหัวหน้าของผู้นำเมืองมหาอำนาจต่างๆทั้งแปดนี่นา"

"ใช่แล้วจ๊ะ" เอวาลูน่าพูดย้ำ "ตำแหน่งฮาฟเฮเว่นที่สืบทอดมาทางสายเลือดของลูกน่ะเป็นตำแหน่งที่สูงที่สุดของโลกมนตราแล้วน่ะ"

"งั้นก็มีแต่คนเก่งๆทั้งนั้นเลยนี่นา ยังไง ยังไง สงครามครั้งนี้ยังไง ยังไงฝ่ายท่านพ่อก็ต้องชนะอยู่แล้วอะดิ "

หนุ่มน้อยเริ่มรู้สึกสบายใจทั้งๆที่สงครามยังไม่รู้ผล

"ไม่ถามต่อแล้วหรือจ๊ะ" เอวาลูน่าถามหนุ่มน้อยด้วยรอยยิ้มแต่กลับพบคำตอบว่า " ไม่อะครับ "

"งั้นไม่เป็นไรแต่แม่อยากจะเล่าต่อน่ะ" เอวาลูน่าเป็นคนแบบนี้หละถ้าได้คุยกับใครแล้วก็จะพูดไม่หยุด

" มาๆๆฟังเร็วๆแม่จะเล่าให้ฟังว่ามีใครจากเมืองไหนบ้างน่ะ "นี่ก็เป็นอีกครั้งที่ทรัชจะถูดแม่ของตนเองพูดกรอกหู

"คนแรกก็พ่อของพวกเราเองฮาฟเฮเว่น อูเทน่า ไทด์ จากเมืองอีเด็น ผู้ใช้พลังแห่งแสง

คนที่สองก็ฮาฟฮาเดรส คาออส ครมิเมอร์ จากเมือง เดสเวิส ผู้ใช้พลังแห่งความมืด

คนที่สามก็ฮาฟวิง เฟกาซัต วีมอร์ จาก เมืองลอยฟ้า วันดิมอร์ ผู้ใช้พลังแห่งลม

คนที่สี่ฮาฟเบรินเนอร์ เรงเรค์ โครเวอร์ จากเมืองภูเขาไฟฟูริว ผู้ใช้พัลงแห่งไฟ

คนที่ห้าฮาฟออลร๊อค เกรนนิค บราวตั้นซ์ จากเมือง กราวเวอร์ดดีน ผู้ใช้พลังแห่งดิน

คนที่หกฮาฟออลบลู อาวาเล่ โปเนน จากเมืองโครยอน ผู้ใช้พลังแห่งน้ำ

คนที่เจ็ดฮาฟคลูเลอร์ แอร์โอริน พลาม่า จากเมืองน้ำแข็ง ฟรีซเดร์ ผู้ใช้พลังแห่งน้ำแข็ง

และคนสุดท้ายคนที่แปดฮาฟวอลุ่ม โปเอล่า เทอแตม จากเมืองสวีทดรีม ผู้ใช้พลังแห่ง้เสียง "

" ว้าว! มีแต่พวกชื่อแปลกๆทั้งนั้นเลยนี่นา ท่านแม่เก่งจังจำได้ยังไงกัน อิอิ " ทรัชพูดแซวเอวาริน่า

"แหมถ้าแม้แต่เรื่องแค่นี้จำก็ไม่ได้จะเป็นภรรยาของฮาฟเฮเว่นได้ยังไงหละจ๊ะ " แล้วทั้งสองคนก็หัวเราะขึ้นมา

อยากมีความสุข

ดวงตะวันค่อยๆลาลับลงไป หนุ่มน้อยขอแยกตัวกลับห้องนอน ส่วยเอวาลูน่านั้นเธอมีงานที่ต้องไปทำต่อ

ทั้งสองจึงแยกย้ายกันออกไปจากระเบียงห้องอาหาร

ลมหนาวค่อยๆพัดมาพร้อมกับความมืด ใบไม้บางใบเริ่มมีสีเหลืองและมันก็ค่อยๆหลุดลอยตามสายลมออกจากต้น

เป็นจังหวะอย่างพริ้วไหวสวยงามหนุ่มน้อยได้กลับเข้ามาพักผ่อนในห้องนอนเป็นที่เรียบร้อย

ภายในห้องกลับไม่ได้ถูกตกแต่งด้วยของมีค่าหรือเครื่องประดับเหมือนห้องอื่นๆภายในปราสาท

ภายในห้องนี้กลับเป็นเพียงห้องนอนที่เรียบง่ายและดูเป็นเหมือนห้องของชาวบ้าน

มากกว่าที่จะเป็นห้องฮาฟผู้สูงศักดิ์อย่างทรัชที่นี่มีเพียงเตียงขนาดกลางสีฟ้าสดใส

กับผ้าห่มสีน้ำเงินเข้ม โต๊ะอ่านหนังสือที่วางซ้อนกับตู้หนังสือขนาดเล็ก และ ตู้เสื้อผ้าเท่านั้น

แสดงถึงนิสัยเรียบง่ายของเขาและความมักน้อยของเจ้าของห้องนั้นเอง

หนุ่มน้อยกำลังนอนมองดูดวงดาวทางหน้าต่างอยู่อย่างโดดเดี่ยว สายลมค่อยๆมาคลอเคล้าแก้ม

ของหนุ่มน้อยอย่างแผ่วเบา เขารู้สึกว่าดวงดาววันนี้ส่องประกายแสงแวววาวสวยงามมากกว่าทุกวัน

จนดูเหมือนมีเพชรนับล้านๆเม็ดขึ้นไปประดับอยู่บนฟากฟ้า


ฟิ้ว~วววววว ดวงดาวสีขาวขนาดใหญ่ตกลงมา


หนุ่มน้อยมองเห็นดังนั้นก็นอนประกบมืออธิษฐานขอพรจากแสงดาวที่กำลังดิ่งลับหาย

ดวงดาวจ๋า ข้าจะไม่ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดงหรอกนะ ข้าแค่อยากขอให้ท่านพ่อของข้า.....

ยังไม่ทันที่จะจบคำอธิฐานหนุ่มน้อยก็เริ่มมีอาการง่วงขึ้นมาอย่างกระทันหัน

ขอให้พ่อของข้าปลอดภัยจากสงครามครั้งนี้ด้วยเถอะ

เมื่อจบคำหนุ่มน้อยก็ค่อยๆเผลอตัวหลับลงไปด้วยความอ่อนเพลียที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

ความมืดกำลังคลืบคลานเข้ามาในสมองของเขาถึงแม้จะหลับอยู่แต่เขารู้สึกได้

ความร้อน ความอึดอัด และความรู้สึกที่น่ารังเกียจ น่าสะอิดสะเอียน จนแทบจะทำ

ให้อ้วกออกมาได้ ตอนนี้หนุ่มน้อยเหมือนตกอยู่ในภวังค์ เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย

เขาอยากจะสั่งให้ตัวเองตื่นกลับสู่โลกแห่งความจริง แต่มันก็ทำไม่ได้เลย

แม้แต่ลืมตาในโลกแห่งความฝัน เขาทำได้เพียงแค่ อดทน อดกลั้น

ทำได้เพียงแค่นั้นจริงๆ แต่แล้วก็มีเสียงหลายเสียงเข้ามาทำลายความอดกลั้นของเขา

มันก้องกังวานอยู่ภายในสมองของเขาเหมือนกับเสียงระฆังใหญ่ๆเลยทีเดียว




กลับไปเถอะน่ะโซคปีศาจอย่างเจ้าไม่ควรที่จะอยู่บนโลกมนุษย์อย่างนี้


ปีศาจ!? เจ้าเรียกข้าด้วยคำนั้นรึเมล แล้วตัวเจ้าหล่ะ ตอนนี้เจ้าก็เป็นปีศาจ


ใช่ตอนนี้ข้าเป็นปีศาจแต่ก็เพื่อที่จะนำเจ้ากลับไปสู่นรกอีกครั้ง โซคเจ้ายอมไปลงนรกพร้อมกับข้าซะเถอะ


เมลเจ้าหน้าโง่ เพื่อปราบข้าเจ้าถึงกับยอมเป็นปีศาจเจ้าคิดรึว่าเมื่อ


กำจัดข้าแล้วโลกแห่งเทพจะยอมรับในตัวของเจ้าซึ่งกลายเป็นปีศาจ


ข้าไม่รู้ ข้ารู้แค่ว่าปีศาจจะอยู่บนโลกอื่นไม่ได้ทั้งนั้นนอกจากนรกหรือโลกปีศาจ




เมล!!? โซค!!? สองชื่อนี้ถึงแม้หนุ่มน้อยจะได้ยินไม่ถนัดหูนักแต่เขามั่นใจว่าเสียงสองเสียงนั้น

จะต้องเป็นเสียงของ ฮาฟมาสเตอร์เมล และ เทพอสูรโซคอย่างแน่นอน

แต่นี่มันอะไรกัน ทั้งสองกำลังพูดเรื่องอะไรกัน ทำไมเมลถึงกลายเป็นปีศาจหล่ะ

ความฝันแบบนี้มันไร้สาระสุดๆเพราะเท่าที่เขาเรียนหรือได้ยินมาเมลเป็นถึงหนึ่งในสองมหาวีรบุรุษ

ใน มหาสงครามกำหนดจุดเปลี่ยนสมดุลมหาภพ และถูกบันทึกลงใน Neo Testament Just Book

ซึ่งวีรบุรุษอีกคนหนึ่งของคือ มิคาเอลผู้นำของกองทัพสวรรค์ของโลกแห่งเทพ

แม้จะนอนอยู่บนเตียงที่นุ่มแสนจะนุ่มและอากาศที่แสนจะเย็น แต่ตอนนี้ทรัชรู้สึกว่าร่างกาย

ของเขาแทบจะแตกสลาย สมองทั้งสองซีกเจ็บปวดจนแทบจะระเบิดออกมา เหงื่อเริ่มไหลออกมา

จากร่างกายจนเหมือนคนพึ่งอาบน้ำ




อย่างที่เจ้าพูดนั่นหล่ะพวกเจ้าทั้งสองต้องหายไปจากโลกนี้ เสียงของบุคคลที่สามดังแทรกขึ้นมา

สยบแทบเท้าของข้าซะเถอะ เสียงๆนี้เหมือนก้องออกมาจากทางด้านหลังของทรัช



ทันใดนั้นทรัชเริ่มมีความรู้สึกแปลกๆแสงสว่างค่อยๆผ่านเข้ามาภายในร่างกายของเขา

แสงสว่างที่ยิ่งใหญ่ แต่ไม่อบอุ่น แสงที่เจิดจ้าท่ามกลางความมืดมิดค่อยๆเข้ามาแทนที่ความมืด

พร้อมสัมผัสที่น่ากลัว สัมผัสของดาบถูกแทงเข้าจากด้านหลังทะลุหน้าอกของเขาเข้าอย่างจัง

อ๊ากกกกกกกกก !!! หนุ่มน้อยตะโกนออกมาสุดเสียง เขาสะดุ้งตื่นด้วยความเจ็บปวดจากความฝัน

เขายังมีความรุ้สึกปวดแสบปวดร้อนอยู่ทั้งตัว ร่างกายหมดแรงคล้ายคนที่ใช้พลังชีวิตจนจะหมด

ทรัชเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย ตราสัญลักษณ์แห่งดวงอาทิตย์ซึ่งแสดงถึงความเป็น

ฮาฟสายเฮเว่นได้ผุดขึ้นมาที่ข้อแขนของเขาทั้งๆที่ปกติแล้ว มันจะปรากฎออกมาเมื่อฮาฟผู้เป็น

เจ้าของสัญลักษณ์ทำพันธะสัญญาหรือเรียกใช้พันธะเท่านั้นซึ่งปกติแล้ว ชั่วชีวิตของฮาฟจะสามารถ

พันธะสัญญาได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ว่าทรัชตั้งแต่เกิดมาเขายังไม่เคยพันธะสัญญากับสิ่งใดเลย

เขายังนั่งอยู่บนเตียงด้วยอาการตกใจและความสับสน

ท่านทรัชครับ ท่านเป็นอะไรหรือเปล่า ข้าน้อยได้ยินเสียงท่านตะโกน ทหารยามหน้าห้องถามหนุ่มน้อย

ด้วยความกังวล หากทรัชเป็นอะไรไปเขาคงต้องรับผิดชอบและคงจะเป็นโทษหนักซะด้วย

ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่ฝันร้าย

เอ่อ...คือว่าข้าชื่อ ลูจิ ถ้าท่านมีอะไรเรียกใช้ข้าได้น่ะครับข้ายืนอยู่หน้าห้องของท่านทุกคืน หทารยามแนะนำตัว

ข้าจะจำไว้ละกัน เสียงของทรัชพูดออกไปในอาการเหนื่อยล้า

หลังจากนั้นไม่นานนักตราสัญลักษณ์และความเจ็บปวดในร่างกายของหนุ่มน้อยก็หาย

ไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหลือทิ้งเพียงเหงื่อที่ไหลย้อยไปทั่วร่างกายไว้เป็นหลักฐานของฝันร้าย

เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกหมดแรงอีกครั้งและหลับไปในที่สุด หลับอย่างสนิท เวลาค่อยๆผ่านไป

พร้อมๆกับสายลมและแสงแดดของวันใหม่ค่อยๆสาดส่องเข้ามา

อากาศที่แจ่มใสท้องฟ้าที่ปรอดโปร่งจนแทบจะมองไม่เห็นเมฆ เสียงนกร้องที่แฝงไปด้วยความอบอุ่น

ใบไม้สีเหลืองลอยออกไปทั่วทุกแห่งหน เป็นสัญญาณบอกว่าอาณาจักรอีเด็นแห่งนี้ได้เข้าถึง ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว



วันเสาร์ที่ 16 เดือน 04 ฮาฟ ศักราชที่ 1246

หนุ่มน้อยตื่นขึ้นมาด้วยแสงแดดที่ส่องผ่านเข้ามายังหน้าต่างห้อง เพราะเรื่องจากความฝันเมื่อคืนทำให้เขาอ่อนเพลีย

และตื่นสายขนาดนี้ หนุ่มน้อยมองดูนาฬิกาบนโต๊ะอ่านหนังสือ " อ๊า~!! อีก 20 นาทีเอง จะสายแล้ว "

หนุ่มน้อยอุทานออกมาด้วยความตกใจ เขาร้อนรนกระโดดขึ้นจากที่นอน คว้าผ้าเช็ดตัวแล้วรีบวิ่งเข้าห้องอาบน้ำ

อย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยเสียงของน้ำไหลซ่า ซ่า ซ่า


ทำไมถึงต้องรีบร้อนนะหรอ ก็เพราะวันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนนะสิทุกๆเดือนในวันนี้เป็นช่วงเวลาที่

เขาไม่อยากให้พลาดโอกาสซักนาทีเดียว เพราะเขาจะได้เรียนวิชามนตรากับฟีเมียสยอดนักสู้ของเมือง

ซึ่งดูจากท่าทางแล้วดูเหมือนเขาจะรอบฟีเมียสเอาซะมากๆ[อย่างน้อยก็มากกว่าโครโน่หละ]

เพราะฟีเมียสสอนให้เขาใช้ทั้งพลังมนตราและวิชาศิลปะป้องกันตัวได้อย่างเต็มที่โดยที่ไม่ต้องมานั้งท่องจำ

เมื่อสิ้นเสียง ซ่า ซ่า ของน้ำ หนุ่มน้อยรีบวิ่งออกมาจากห้องอาบน้ำ จนเหยียบปลายผ้าเช็ดตัวของตนเองหกล้มไม่เป็นท่า

แต่ก็หาทำให้ความเร่งรีบนั้นหยุดลงไม่ หนุ่มน้อยไม่ชักช้ารีบแต่งกายในชุดประจำตัว ชุดเสื้อและกางเกงสีดำและ

เสื้อคุมยาวสีขาว ยังไม่ทันจะจัดเสื้อผ้าให้เข้ารูปทรัชก็รีบวิ่งออกจากกห้องนอนลงมาทางบันได มุ่งหน้าเข้าสู้ห้องอาหาร

ในชั้นที่สามของปราสาทขาวห้องอาหารในเวลานี้ถูกจัดให้อยู่ในรูปแบบบุฟเฟ่ เพื่อต้อนรับข้าราชกาลเข้าที่มาทำงาน

ที่ปราสาทขาวในตอนเช้าหนุ่มน้อยรีบวิ่งเข้าไปยังโซนขนมปังและเขาก็ได้ยินเสียงๆหนึ่ง

สวัสดีครับท่านทรัช มันเป็นเสียงของเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งอายุแทบๆจะเท่าเขา

อ้าว สวัสดี มาติน ข้าไปก่อนน่ะ ข้ารีบทรัชตอบกลับออกไปอย่างรีบเร่ง

เมื่อจบการสนทนา หนุ่มน้อยก็หันๆไปหยิบขนมปังบนโต๊ะหนึ่งกำมือ แล้ววิ่งออกมายังระเบียงของห้องอาหาร

เขาขึ้นไปยืนที่ขอบระเบียงแล้วจัดเครื่องแต่งกายของตนให้เข้ารูปทั้งๆที่ยังเคี้ยวขนมปังไว้ในปาก

สายลมพัดถาดโถมเข้ามาแต่เขายังสามารถยืนอยู่บนขอบระเบียงเล็กๆได้โดยไม่ไหวติง

หนุ่มน้อยก้มหน้ามองลงไปยังพื้นดินเบื้องล่างแล้วพูดขึ้นมาว่าพื้นที่ลงจอดปลอดภัย

ทรัชรู้ตัวดีว่าตอนนี้เขากำลังยืนอยู่ที่ชั้นสามแต่เขาก็กระโดดลงไปยังพื้นดินเบื้องล่าง

วู๊!!เสียงร้องด้วยความสนุกออกมาจากปากของหนุ่มน้อยทั้งๆร่างกายของเขากำลังดิ่งตัวลงสู้พื้นโลก

ฟิ้~ว! เสียงแรกต้านของร่างกายกับพื้นดินทำให้เกิดความน่าหวาดเสียวยิ่งนักแต่สำหรับทรัชแล้ว

มันเป็นความสนุกอย่างหนึ่ง

กรา-วิ-ติ-โน่ มนต์ถูกร่ายออกมาจากปากของเด็กหนุ่มอย่างแผ่วเบาแต่อำนาจของมันไม่เบาเหมือเสียงของเขา

เกิดแรงต้านของลมกับน้ำหนักในตัวของเขาอย่างกระทันหัน ใช่แล้วนี่คือมนต์ควบคุมแรงโน้มถ่วงเบื่องต้นนั้นเอง

ใบไม้กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณลานกว้างด้านข้างของปราสาทขาวด้วยแรงลมและแรงโน้มถ่วงที่ถูกสร้างขึ้นมา

หนุ่มน้อยลอยตัวอยู่เหนือพื้นดินเล็กน้อยชั่วครู่ก่อนจะลงสู้พื่นดินอย่างปลอดภัย ตอนนี้เขากำลังจะมุ่งหน้าไปยัง

Magic Towerที่อยู่ด้านหลังของปราสาทขาว


Magic Tower หรืออีกชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันว่าหอคอยเสียดฟ้า เพราะว่ายอดของหอคอย

แห่งนี้สูงขึ้นไปจนถึงเมฆนั้นเองหอคอยแห่งนี้เต็มไปด้วยพลังอำนาจแห่งมนตรา ซึ่งถือกำเนิดโดยอำนาจแห่ง

มนตราของ อูเทน่า เมล บรรพบุรุษของตระกูล อูเทน่า หรืออีกชื่อหนึ่งซึ่งผู้คนรู้จักกันดีคือ ฮาฟมาสเตอร์เมล

วีรบุรุษของโลกมนตราและ ถูกออกแบบโดยยอดสถาปนิกแห่งยุค เกรนิค ลูโลน จากเมือง กราวเวอร์ดีน

ซึ่งต่อจากนั้นมาไม่นานนักก็เกิด มหาสงครามกำหนดจุดเปลี่ยนสมดุลโลกขึ้น ทำให้ เมล ต้องเรียก

บุคลากรต่างๆผู้มีพลังมนตราแข็งแกร่งหรือมีความรู้กว้างขวางทั้งฮาฟและจอมเวทย์ที่เป็นคนธรรมดา

มาถ่ายทอดความรู้ความสามารถและปิดผนึกเก็บไว้ภายในห้องใต้ดินชั้นต่างๆภายในหอคอยนี้ซึ่งมีทั้งหมด

364 ชั้นเลยทีเดียวซึ่งผู้ที่สามารถเปิดผนึกเข้าไปเรียนรู้ได้ถึงชั้นที่ลึกที่สุดในตั่งแต่ก่อตั้ง Magic Tower

ขึ้นมาก็คือ ฮาฟมาสเตอร์รุ่นที่ 2 ทรายทรอย หลานของเมล และ ปู่ของทรัชนั้นเองทรายทรอยสามารถ

เข้าไปได้ถึงชั้นที่ 148 ภายในเวลา3 ปี และถ่ายทอดความรู้ต่างๆไว้ใน " Neo Testament Just Book "


ขั้นบันไดนับหมื่นขั้นถูกสร้างขึ้นให้วนขึ้นเป็นวงกลมติดกำแพงเพื่อเป็นหนทางสู่ยอดหอคอยเสียดฟ้าและมีประตู

ขนาบกับพื้นเพื่อเป็นหนทางลงไปสู่ชั้นใต้ดิน เส้นทางธรรมดาถ้าจะเดินขึ้นบันไดสู่ยอดหอคอยภายในหนึ่งวันนั้นแทบจะ

ไม่มีความเป็นไปได้เลยยิ่งถ้าเป็นคนธรรมดาละก็คงกินระยะเวลาหลายสัปดาห์เลยทีเดียว แต่ถ้าเป็นผู้มีพลังมนตราละก็

แค่ขึ้นไปยืนบน แท่นสัญลักษณ์กลางห้องโถงของหอคอยพร้อมท่องมนต์ พลังมนตราจะส่งให้เขาผู้นั้นขึ้น

ไปสู่ยอดของหอคอย
หนุ่มน้อยเดินทางเข้าสู่ภายในหอคอยซึ่งเป็นห้องโถงขนาดใหญ่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอาย

ของเวทมนต์และความกดดันจากอำนาจมนตราหนุ่มน้อยก้าวเข้าไปสู่แท่นสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์สี่แฉกซึ่ง

ตั้งอยู่บริเวณใจกลางห้องโถง เบื้องหน้าสัญลักษณ์มีประตูผ่านลงไปสู่ชั้นใต้ดินซึ่งถูกพลังมนตราผนึกเอาไว้

ทางด้านข้างของกำแพงก็เต็มไปด้วยขั้นบันไดวนขึ้นไปเป็นตัวหนอนยาวเหยียดจนมองไม่เป็นจุดหมาย

แต่หนุ่มน้อยหาได้สนใจสิ่งเหล่านั้นไม่

เพียงแค่ทรัชพูดออกมาเบาๆว่า ฟลู-ริ-วี-น่า ความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มเกิดขึ้น

มนต์บนนี้ทำให้ก็เกิดพลังออร่าสีขาวสว่างขึ้นรอบๆตัวของหนุ่มน้อยแสงที่อบอุ่น

แท่นสัญลักษณ์ที่ถูกเหยียบอยู่ถูกกระตุ้นด้วยพลังแห่งมนตราจนส่องแสงสว่างขึ้นมาเช่นกัน

บัดนี้หนุ่มน้อยได้ขึ้นมาอยู่บนยอดหอคอยเสียดฟ้าของ Magic Tower

ทรัชมาก่อนที่จะเข้าชั่วโมงสอนถึงห้านาที

ยอดหอคอยแห่งนี้ถูกสร้างให้เหมือนชั้นดาดฟ้าและถูกขยายเป็นวงกลมโล่งกว้างและเต็มไปด้วย

กลไกเวทมนต์ต่างๆที่ใช้ในการฝึก และยังมีโต๊ะจิบน้ำชาตั้งอยู่ริมขอบระเบียงหอคอยอีกหนึ่งตัว

หนุ่มน้อยก้าวขาเดินออกมาจากแท่นสัญลักษณ์ ซึ่งตอนนี้มีเขาอยู่บนยอดหอคอยเพียงผู้เดียว

เขานั้งลงบนโต๊ะจิบน้ำชาพลางคิดอยู่ในใจว่า -น่าแปลก? ปกติแล้วเขาไม่เคยต้องมารอ

ฟีเมียสเลยสักครั้งเพราะฟีเมียสจะมารอเขาก่อนเวลาทุกครั้ง-

ชิ! ...เราอุสามาก่อนเวลาแล้วนะ ฟีเมียสมัวทำอะไรอยู่นะ ความผิดหวังทำให้เขาพูดออกมา

แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

หนุ่มน้อยกำลังนั้งจิบน้ำชาและมองลงไปยังด้านล่างของยอดหอคอยและมันก็ทำให้เขานึกถึง

คำพูดของโครโน่สายตาของท่านเคยเหลียวแลมายังพื้นดินด่านล่างบ้างรึเปล่า

ทำให้เขานึกขำขึ้น จริงๆเลยน่ะตาแก่ ทรัชยิ้มแล้วเอามือลูบหัวของตน

ตอนนี้หนุ่มน้อยมองลงไปยังด้านล่างของหอคอยถ้าเป็นที่นี่เขาสามารถเห็น

ทุกๆส่วนของเมืองได้อย่างชัดเจนทั้ง ปราสาทขาว สำนักงานกรมพระราชวัง ปราสาทใบไม้ร่วง

หอนาฬิการอนเทีย สนามประลองพลังมนตรา ท้องนา ป่าไม้ บ้านเรื่อนต่างๆที่เรียงรายกันอย่างสวยงาม

ไปจนถึงกำแพงเมือง มันทำให้เขาเริ่มสนใจความสวยงามของเบื่องล่างและความสำคัญของอนาคตของเขา

ทีละน้อยๆโดยที่เขาไม่รู้ตัว เมืองของเรางั้นรึ


ก๊องๆๆๆๆๆๆๆ เสียงตีระฆังจากหอนาฬิการอนเทียดังขึ้นเพื่อเป็นสัญญาณบอกเวลาการทำงานของข้าราชการ

บอกเวลาการเรียนของนักเรียน การสอนของอาจาร และ เพื่อความสะดวกอื่นๆอีกของประชาขน

ทรัชยังคงชมวิวเพื่อฆ่าเวลาในการรอฟีเมียส

ไม่นานนักแท่นตราสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์สี่แฉกก็ส่องแสงขึ้น พร้อมกับบุรุษชุดดำผู้หนึ่ง

เขากำลังเดินเข้ามาหาทรัชอย่างช้าๆ.......แต่วาเขาไม่ใช่ ฟีเมียส!!?




บุรุษในชุดผ้าคลุมสีดำค่อยๆเดินเข้ามาหาทรัชที่กำลังนั่งอยู่บนโต๊ะน้ำชาเขาหยุดก่อนถึงโต๊ะน้ำชาประมานสองเมตร

มือซ้ายของชายชุดดำชี้ไปทางทรัช แต่ทรัชสังเกตเห็นท่าทางของชายชุดดำผู้นั้น

"อู-ออ-ร่า"สำแสงสำขาวจากนิ้วชี้ของมือขวาพุ่งตรงเข้าไปยังเป้าหมายซึ่งก็คือทรัชอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

ภาพที่ชายชุดดำเห็นกลับมีเพียงซากโต๊ะ และเก้าอี้ เท่านั้น

ทรัชกระโดดลงมาจากฟ้าและถามว่า"เจ้าเป็นใคร "

ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบลำแสงสีขาวแบบเดียวกันถูกปล่อยออกมาจากมือซ้ายของทรัช"อู-ออ-ร่า"

ชายชุดดำโดนสำแสง เข้าไปทำให้ผ้าคุลมสีดำถูกทำลาย จนเห็นผมสีน้ำเงินเข้ม

และใบหน้าที่อ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความเข้มแข็ง

"ข้าชื่อโฟอา รับคำสั่งนายหญิงเลวาลูน่า ให้มาทดสอบท่านขออภัยด้วย"ชายผู้นั้นตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

พร้อมทั้งพุ่งตรงเข้าไปหาทรัช พร้อมทั้ง ฟาดมือลงไป

"กีก้าสแลช!!" สำแสงรูปจันทร์ครึ่งเสี้ยว ถูกปล่อยออกมาให้ผ่าทุกซึ่งที่ขวางหน้า และพุ่งตรงเข้าไปกระแทกร่างของทรัช

"อ๊ากก!!?~ เจ้าทำอะไรนะ โฟอา แม่ข้าสั่งเจ้าหรอ แล้วฟีเมียสหล่ะ" หนุ่มน้อยถูกทำร้ายร่างกาย

ของเขาตอนนี้ถูกกระแทกจนล้มลงกับพื้น

"ตอนนี้ข้าไม่มีเวลาอธิบายมากนักเอาเป็นว่าท่านเอาชนะข้าให้ได้ตามคำสั่งของท่านเอวาลูน่าก็พอ" โฟอาพูดด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ

"คำสั่งท่านแม่หรือ งั้นข้าก็ไม่เกรงใจเจ้าหละนะ" หนุ่มน้อยค่อยๆยืนขึ้นมาและตั้งท่าเตรียมต่อสู้

"ไร--น่า-สะ-ว๊อต" ดาบสีขาวใสที่มีประกายสายฟ้าถูกสร้างขึ้นมาด้วยมนตราของทรัช เขาใช้มันฟาดฟันใส่ โฟอา

ย๊ากกกก!!?

" ดาบแห่งสายฟ้างั้นรึ ไม่เลวนี่นานายท่าน " ถึงแม้โฟอาจะพูดชมทรัชแต่คมดาบที่ฟาดฟันเข้ามาก็ทำอะไรเขาไม่ได้มากนัก

ถึงแม้ทางด้านพลังมนตราทรัชจะเหนือกว่าโฟอาอยู่ระดับหนึ่งแต่ประสบการณ์การต่อสู้

และเทคนิคโฟอาเหนือกว่าทรัชมากมายนัก

ซึ่งกันก็ทำให้ทั้งสองสู้กันได้อย่างสูสีในระยะอันสั้น......

เวลาผ่านพ้นไปไม่มากนักพลังมนตราของทรัชถูกนำออกมาแปลเป็นรูปแบบพลังงานจนร่างกายแทบจะถึงขีดสุด

"อู-ออ-ร่า" "อู-ออ-ร่า" "อู-ออ-ร่า" "อู-ออ-ร่า"

"อู-ออ-ร่า" "อู-ออ-ร่า" "อู-ออ-ร่า" "อู-ออ-ร่า"

คลื่นพลังแสงถูกทรัชปล่อยออกมาเป็นห่าฝนแต่ส่วนมากก็ไม่สามารถถูกตัวโฟอาได้เลยเขาสามารถหลบมันได้โดยไม่ยากเย็นนัก

" จุดอ่อนแรกของท่าน ท่านพึ่งพลังมนตรามากเกินไป " โฟอาพูดพร้อมกับพุ่งเข้าซัดเข้าที่หน้าท้องของทรัช

ทำให้ร่างกายของทรัชทรุดลงไปเลยทีเดียว โฟอาจับคอเสื้อของทรัชไว้แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวแฝงความเศร้าโศก

" จุดอ่อนที่สองของท่าน ท่านขาดเทคนิคและ ประสบการณ์"

" ท่านเป็นความหวังของพวกเรา ถ้าแค่นี้เอาชนะข้าไม่ได้ ท่านก็ไม่มีค่าที่จะฮาฟเฮเว่นรุ่นที่ 4 ตายซะเถอะ "

"ไม่นะ ข้าเป็นผู้มีสาดเลือดของฮาฟเฮเว่น ข้าไม่ยอมตายแค่นี้หรอก" ทรัชพุดขึ้นมาด้วยเสียงที่แทบจะแหบเต็มทน

"บลัดด๊อค" คาถาคำสาปเลือดถูกปลดปล่อยออกมาเล่นงานเข้าสู้ร่างกายของทรัช มันมีผลทำให้เลือด กลายเป็น พิษ

ร่างกายของทรัชกำลังจะฟุบลงด้วยความทรมาน เขากำลังหมดสติ แต่แล้ว เขาก็รู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง

"อ๊ากกกกกกก!!?" ความเจ็บปวดทำให้เขาร้องออกมา ทรัชดิ้นลงกับพื้น




ลูกหลานผู้มีสายเลือดแห่งข้า

"เจ้าต้องการพลังรึเปล่า!?"เสียงก้องเข้ามาภายในโสดประสาทของทรัช

"พลังที่จะลบความอ่อนแอของเจ้า" เสียงที่คล้ายๆความฝันเมื่อคืน "พลังเพื่อการยืดชีวิต"

"ข้าจะให้เจ้ายืม แต่จำเอาไว้พลังไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ จิตใจที่ดีงามตะหากที่ยิ่งใหญ่ที่สุด " แต่ตอนนี้เขายังไม่หลับ

เด็กหนุ่มพูดขึ้นในจิตใจของตนเอง"ช่วยข้าด้วยข้าไม่ไหวแล้ว ข้าขอพลัง"




วูปปปปปปปปปปปปปปปปปปปปป!?!?!?

ทรัชกำลังลุกขึ้นมาด้วยสีหน้าสดใส และเหมือนกับว่าเขาไม่ใช่คนเดิมสัญลักษณ์แห่งฮาฟปรากฎขึ้นที่แขนขวาของเขา

ร่างของทรัชหายจากอาการบาดเจ็บอย่างรวดเร็วด้วยแสงสีขาวที่ออกมาจากร่างกาย

"อะไรกัน คาถาฟื้นพลังงั้นหรอ?" ส่วนโฟอาได้แต่ยืนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น "ยังไงนายท่านก็สู้ข้าไม่ได้หรอก"

โฟอายังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับร่างกายของทรัช เขาร่ายมนต์บทใหม่ขึ้นเพื่อปิดฉากการต่อสู้ที่น่าเบื่อหน่าย

"ด้วยพลังแห่งข้า ข้าขอสั่งให้ เหล่าภูตแห่งแสงจงมอบ ดาบ ศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 9 เล่ม ให้ข้ากำจัดศัตรู "

ดาบทั้ง "9" ถูกปล่อยเข้าหาทรัชด้วยความเร็วสูง แต่ว่า.......

เพียงแค่ทรัชยกมือขึ้น ดาบแห่งแสงทั้งหมดก็ถูกดูดเข้าไปอยู่ในมือของเขา

"พอเถอะ โฟอา ตอนนี้เจ้าสู้ข้าไม่ได้หรอก" ทรัชในตอนนี้เขาดูสง่างามมากจนเหมือนนักรบผู้ยิ่งใหญ่เลยทีเดียว

"ด้วยพลังแห่งข้าข้าขอสั่งให้ เหล่าภูตแห่งแสงจงมอบ ดาบศักดิ์สิทธิ์ทั้งเก้าสิบเก้าเล่มให้ข้ากำจัดศัตรู "

ดาบทั้งหมดเก้าสิบเก้าเล่มพุ้งออกมาจากฝ่ามือของทรัช พวกมันพุ้งหาเป้าหมายและแน่นอน เป้าหมายก็คือ โฟอา

ฟิ้ววววววววฟิ้วววววววฟิ้วววววววววววว

ดาบทั้งหมดหยุดอยู่ตรงหน้าของโฟอาเพียงเซ็นเดียว ตอนนี้อยู่ในสภาพตกตะลึง แต่หาได้มีแววตาที่เสียใจไม่ มันกลับเป็นแววตาที่ดีใจ

" ข้าขอยอมแพ้ ท่านผ่านการทดสอบแล้ว " โฟอาประกาศยอมแพ้ออกมาทำให้ทรัชลามือจากเขา

ฟุบ!! ดาบแห่งแสงทั้งหมดหายไปทันทีที่ทรัชกำมือ

"เจ้าตอบได้รึยังว่าทำไมท่านแม่ถึงใช้ท่านมา" ทรัชเข้ามาสอบถามความสงสัยของเขา

"ท่านโปรดทำใจรับไว้ด้วย" โฟอา

"ท่านฮาฟเฮเว่นและกองกำลังทั้งหมดของเราพ่ายแพ้สงครามแล้ว เราต้องส่งท่านไปที่ๆสงครามไปไม่ถึง"

"หา?" ทรั้ชตกใจมากกับคำตอบที่ได้ยิน "งั้นท่านพ่อก็......"

" ใช่ สารจากม้าเร็วส่งมาตอนเช้าว่าเมื่อคืนโครยอนแตกแล้ว คิงฮาฟทั้งหมดล้วนแต่พลีชีพไปแล้ว

ไม่ใช่ด้วยฝีมือของโธร แต่เป็นฝีมือของผู้ที่ส่งโธรขึ้นจากโลกปีศาจ ราชามารฮาเดรสจากโลกปีศาจ "

"ไม่จริงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!??" หนุ่มน้อยกำลังร้องให้ "ฮื้อ ฮื้อ ฮื้อ"

"ขอโทษน่ะลูกข้ามันเป็นความจริง" เอลาลูน่าปรากฎตัวขึ้นจากแท่นสัญลักษณ์

หนุ่มน้อยยังทำใจไม่ได้เขาร้องให้ฟุมฟายเข้าไปหาเอวาลูน่า "ท่านแม่ ท่านแม่ ไหนท่านบอกว่า ท่านพ่อชนะแน่ๆไง"

"ไหนท่านบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง""ไหนท่านบอกฮือ ฮือ ......" หนุ่มน้อยเสียใจมาก

น้ำตาของเขาแทบจะไหลพรากเต็มหน้าเลยทีเดียว

"ทรัชฟังแม่ ตอนนี้ราชาปีศาจฮาเดรส กำลังจะยึดครองโลกมนต์ของเรา แม่จำเป็นที่จะต้อง.." เอวาลูน่าพูดในอาการที่ไม่ต่างกับทรัชเลย

นางกำลังร้องไห้"แม่จะต้องส่งลูกไปยังโลกอื่น สายเลือดของฮาฟเฮเว่นจะต้องไม่สูญสิ้น ลูกจะต้องกลับมาฟื้นฟูโลกมนตราของเรา"

"ไม่...ท่านแม่ข้าจะอยู่กับท่าน...."ทรัชยังแสดงถึงความห่วงใยแก่เอวาลูน่า

" เจ้าต้องไป ไปจากโลกนี้ สู่โลกใหม่ เจ้ามีพลังที่ยิ่งใหญ่"

" ไม่ๆๆๆๆๆๆข้าไม่มีพลัง ไม่มีความสามารถขนาดนั้นหรอก "

" บัดนี้สายลมได้เรียกเจ้าแล้ว เจ้าผ่านการทดสอบ ยังไงซะเจ้าเป็นความหวังของแม่ ความหวังของอีเด็น ความหวังของโลกมนตรา "

"แม่เชื่อว่าเมืองอื่นๆก็คงทำแบบนี้เช่นกัน เจ้าจงค้นหาพลังที่ยิ่งใหญ่ ค้นหาพรรคพวก และกลับมาฟื้นฟูโลกของเรา"

นางส่งผ้าคุมฟีนิกค์และ Neo Testament Just Book ให้เกบลูกจากนั้น เอวาลูน่านางก็กุมมือพร้อมทั้งอธิฐาน

"ข้าแต่เทพเจ้าผู้สร้าง ข้าแต่เทพเจ้าผู้ทำลาย ข้าแต่เทพเจ้าผู้กำหนด ข้าแต่เทพเจ้าผู้หยั่งรู้ โปรดประทานพรอันยิ่งใหญ่

ให้แก่ลูกของข้า เพื่อแลกกับชีวิตของข้าเวิส -เดอะ- วอ[มนต์ข้ามมิติ]"

เอวาลูน่าล้มลงร่างกายของนางค่อยๆสลายไปพร้อมกับ มิติที่บิดเบี่ยวและที่ทรัชถูกดูดลงไปในช่องมิติ


"ว๊ากกกกกกกกกกก!!"



ทุกสิ่งทุกอย่างหายไป เหลือไว้เพียงแต่ โฟอาผู้เป็นพยานรับรู้เหตุการณ์ทั้งหมด

เขาเป็นผู้รับช่วงต่อจากเอวาลูน่าต่อจากนี้ โฟอา และ โครโน่ จะต้องยืนหยัด ปกป้องอิเด็นในฐานะ ฮาฟ ผู้มีเดียวกับฮาฟเฮเว่น

เขาจะต้องนำกองกำลัง เข้าต่อสู้กับ ราชามารฮาเดรส

และอีกไม่นาน ความตายอาจจะมีเยือนอาณาจักรแห่งนี้ไม่สิความตายอาจจะมาเยือนทั่วทั้งโลกมนตราเลยก็เป็นได้

พวกเขาทำได้แค่อธิฐานขอพรให้เหล่าผู้กล้าที่มีสายเลือดของคิงฮาฟ กลับมากอบกู้โลกนี้อีกครั้ง

บทส่งท้าย บันทึกประวัติศาตร์จากปราสาทขาว

ฮาฟศักราชที่ 1กลุ่มผู้มีพลังทางสายเลือดรวมตัวกันเพื่อปกครองความสงบสุขของโลกมนตราในนามของฮาฟ
ฮาฟศักราชที่ 28 เริ่มเกิดความขัดแย้งภายในกลุ่มของฮาฟทั้งเรื่องการปกครองและเงินตรา
ฮาฟศักราชที่ 32 ฮาฟถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายปกครอง คือโลกมนตราส่วนบนและส่วนล่าง
ฮาฟศักราชที่ 48 โลกแห่งเทพยื่นมือเข้าช่วยเหลือและชี้แจงการปกครอง
ฮาฟศักราชที่ 58 เกิดสงครามครั้งเล็กๆระหว่างฮาฟฝ่ายเหนือและฮาฟฝ่ายใต้และเกิดสงครามระหว่าง
โลกปีศาจกับโลกมนุษย์ในเวลาเดียวกันโลกแห่งเทพจึงเข้าช่วยเหลือโลกมนุษย์
ฮาฟศักราชที่ 70 สงครามทั้งหมดยุติและกลับคืนสู้ความสงบสุขอีกครั้ง ชาวมนตราเริ่มแบ่งแยกการปกตรองออก
จากส่วนเหนือและส่วนใต้
ฮาฟศักราชที่ 87 เหล่าฮาฟต่างๆกลับคืนสู้บ้านเกิดและปกครองเมืองต่างๆตั้งแต่นั้นเป็นตนมา
โดยไม่ขึ้นกับเมืองใด
ฮาฟศักราชที่ 156 โลกปีศาจยกทัพขึ้นมาทำสงครามหมายยึดครองโลกมนตรา
การสงครามดำเนินระยะเวลายาวนานกว่าที่คาดการไว้
ฮาฟศักราชที่ 256 สงครามยืดเยื้อถึง 100 ปีโซคยังไม่ยอมล่าถอย และยึดเมืองได้มากกว่า 6/10 ส่วน
ฮาฟศักราชที่278 สงครามได้ดำเนินมาถึงขีดสุดเมื่อผู้กล้าจากโลกมนุษย์ยื่นมือเข้าช่วยเหลือโลกมตรา
ฮาฟศักราชที่ 302 สงครามสิ้นสุดความเสียหายมากมาย ทั้งด้ายวิทยาการและบุคลากร
ฮาฟศักราชที่ 322 เริ่มมีการวิพากษ์วิจารต่อความช่วยเหลือที่ขาดหายไปของโลกแห่งเทพ
ฮาฟศักราชที่ 385 เหล่าผู้นำของแต่ละเมืองประชุมกันเพื่อพัฒนาสิ่งที่เสียหายจากสงคราม
ฮาฟศักราชที่ 424 ได้ทำการสร้างเมืองใหม่ขึ้นทั้งหมด 8 เมือง และเพิ่มค่ายมนตราป้องกันความชั่วร้าย
ตระกูลของฮาฟผู้มีความสามารถได้แยกย้ายไปปกครองเมืองต่างๆ ซึ่งก็คือ เมืองของคิงฮาฟทั้งหมดในเวลาต่อมา
ฮาฟศักราชที่ 587 โลกแห่งเทพขอความช่วยเหลือจากสงครามของโลกปีศาจแต่โลกมนตราไม่ให้ความร่วมมือ.
เนื่องจากโลกแห่งเทพไม่ให้ความช่วยเหลือในสงครามครั้งก่อน
ฮาฟศักราชที่782โลกมนตรากับโลกมนุษย์ทำสงครามกับโลกปีศาจแต่คราวนี้โลกปีศาจเป็นฝ่ายตั้งรับ
ฮาฟศักราชที่ 984เกิดระบบคิงฮาฟเหล่าฮาฟแบ่งแยกการปกครองเป็นแปดส่วนอย่างไม่
เป็นทางการด้วยข้อเสนอของฮาฟมาสเตอร์เมล ผู้มีจิตใจอ่อนโยนและเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในยุค
ฮาฟศักราชที่ 996 เกิดมหาสงครามกำหนดจุดเปลี่ยนสมดุลมหาภพ โลกมนุษย์
โลกแห่งเทพและโลกมนตรา เข้าร่วมสงครามอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้
ฮาฟศักราชที่ 1018 หอคอย Magic Tower ถูกสร้างขึ้นโดยเมลและพรรคพวกเพื่อรักษาคาถาลับ
และพลังมนตราให้คงอยู่
ฮาฟศักราชที่ 1030 ฮาฟมาสเตอร์เมล พลีชีพในสนามรบเพื่อกำจัดโซคสร้างความสูญเสียใหญ่หลวงนัก
ฮาฟศักราชที่ 1034 จัดตั้งคิงฮาฟขึ้นอย่างเป็นทางการโดย
แต่งตั้งเทวล์บุตรชายอายุ10ขวบของเมลล์เป็นฮาฟเฮเว่น ผู้นำของคิงฮาฟทั้ง 8
ฮาฟศักราชที่ 1132 สิ้นสุดฮาฟเฮเว่นรุ่นที่ 1ทรายทรอยขึ้นสืบทอดเป็นรุ่นที่ 2
ฮาฟศักราชที่ 1234 สิ้นสุดฮาฟเฮเว่นรุ่นที่ 2ไทด์ขึ้นสืบทอดเป็นรุ่นที่3 ในขณะที่ทรัชอายุ 5ขวบ
ฮาฟศักราชที่ 1246 ราชาปีศาจเข้าทำสงครามครั้งใหญ่สูญเสียคิงฮาฟทั้งหมด
ทรัชอายุ 17 ถูกส่งให้หนีไปยังโลกมนุษย์เพื่อกลับมากอบกู้บ้านเมืองภายหลัง


ที่นี่ที่ไหนกัน?
ความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคย?
บ้านเมืองที่แปลกตา?
ฝนกำลังตก?
ฉันกะลังร้องไห้?
ทำไม?
หนุ่มน้อยกำลังนั้งกอดหนังสือและน้ำตาตกท่ามกลางสายฝนที่กำลังสาดเทลง
มาจากฟากฟ้าโดยไม่มีทีท่าจะจะหยุดมันเหมือนเป็นการไว้อาลัยอะไรบางอย่าง
ทั้งๆที่นั้งอยู่ริมฟุตบาท[ทางเดินเท้า]แต่ความอ่อนเพลีย
และสายฝนก็ทำให้หนุ่มน้อยรู้สึกว่าเขากำลังจะแย่แน่ๆ
เรามาทำอะไรที่นี่น่ะ บ้าจริงเชียวนึกอะไรไม่ออกเลย แรงก็ไม่มี ทำไมถึงอ่อนเพลียแบบนี้น่ะ
สายตาของหนุ่มน้อยกำลังจะปิดลงเขาสังเกตุเห็นแค่เงาลางๆของหนุ่มสาวคู่หนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้ๆ
"พี่ค่ะ มีคนแต่งตัวแปลกๆนอนอยู่ตรงนั้นด้วย" เสียงของสาวน้อยผู้หนึ่งพูดขึ้นด้วยความเห็นใจ
"คนจรจัดมั้ง พี่ว่าไม่น่าเข้าใกล้น่ะ" เสียงของบุรุษอายุใกล้เคียวงกันพูดออกมาด้วยความระวัง
"แต่หนูว่าเขาดูไม่เหมือนคนจรจัดนะคะพี่ เราเข้าไปดูก่อนเถอะนะคะ"
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังเดินเข้าไป บุรุษหนุ่มผู้เป็นพี่สังเกตุเห็นเครื่องหมายบนชุดหนุ่มน้อยก็สะดุดตากับ
หนังสือเล่มหนึ่งที่หนุ่มน้อยกอดไว้อีก ทั้งสองอย่างนั้นมีตราสัญลักษ์แบบเดียวกันกับตราประจำตระกูลของพวกเขา
ยังไม่ทันจะฟังที่คนแปลกหน้าทั้งสองคนพูดจบหนุ่มน้อยก็หมดสติลง
แสงอาทิตย์อ่อนๆในยามเช้า ค่อยๆทอแสงผ่านผ้าม่านบางๆสีขาว กระทบลงบนใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้ซึ่งถูกเก็บมาจาก
ข้างถนนบัดนี้เขากำลังนอนอยู่บนเตียงสีขาวขนาดพอดีตัว
เขาค่อยๆลืมตาขึ้นมา....

credit::friend


ยาวโคตรอ่า ใครสนใจก็ไปที่เว็บนี้นะของพี่ที่ชมรมผมง่ะ

http://www.dek-d.com/entertain/view.php?id=81127


edit @ 2005/08/28 20:41:15
edit @ 2005/08/28 20:45:06